ข้ามไปยังเนื้อหา
Crystalclear
บทความเผยแพร่เมื่อ 7 ตุลาคม 2569

พลาสติกเบอร์ 1⁠–⁠7 คืออะไร? อ่านสัญลักษณ์ เลือก และใช้บรรจุ⁠ภัณฑ์ PET, HDPE, PP ให้ถูกวิธี

ตัวเลขในสามเหลี่ยมบอกชนิดพลาสติก ไม่ได้บอกว่าปลอดภัยหรือรีไซเคิลได้ สรุปพลาสติกเบอร์ 1⁠–⁠7 ใช้ทำอะไร ทนร้อนได้แค่ไหน เข้าไมโครเวฟได้ไหม วิธีอ่านฉลาก และวิธีแยกขยะพลาสติกในไทย

หัวข้อ "พลาสติกเบอร์ 1–7 คืออะไร?" เหนือขวดโหล PET ใส ฝาขวดน้ำ HDPE สีดำ และฝา PP สีแดง พร้อมรหัสชนิดพลาสติกเบอร์ 1, 2 และ 5

บนขวด กระปุก ฝา หรือกล่องพลาสติกแทบทุกชิ้นจะมีตัวเลข 1⁠–⁠7 อยู่ในรูปสามเหลี่ยม หลายคนเข้าใจว่าเป็นเครื่องหมายบอกว่าปลอดภัยหรือรีไซเคิลได้ แต่ความจริงตัวเลขนี้มีหน้าที่เดียว คือบอก ชนิดของพลาสติก บทความนี้สรุปความหมายของพลาสติกเบอร์ 1⁠–⁠7 วิธีใช้แต่ละชนิดให้ถูกต้อง วิธีอ่านฉลาก วิธีแยกขยะให้รีไซเคิลได้จริง และแนวทางเลือกวัสดุสำหรับเจ้าของแบรนด์

ตัวเลขในสามเหลี่ยมคืออะไร

ตัวเลขนี้เรียกว่า รหัสชนิดพลาสติก (Resin Identification Code) เริ่มใช้ในปี 2531 (ค.ศ. 1988) โดยสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกของสหรัฐฯ เพื่อช่วยคัดแยกพลาสติกก่อนนำไปรีไซเคิล ปัจจุบันอยู่ในมาตรฐาน ASTM D7611 ซึ่งในปี 2556 (ค.ศ. 2013) ได้เปลี่ยนลูกศรวนรอบตัวเลขเป็นสามเหลี่ยมเส้นทึบ เพราะผู้⁠บริโภคมักเข้าใจผิดว่าลูกศรวนแปลว่า "รีไซเคิลได้"

ในประเทศไทย สัญลักษณ์นี้อยู่ในมาตรฐาน มอก. 1310-⁠2538 สัญลักษณ์สำหรับพลาสติกแปรใช้ใหม่ ซึ่งยังใช้รูปลูกศรวน และกรมควบคุมมลพิษแบ่งพลาสติกเป็น 7 ประเภทตามสัญลักษณ์นี้ เพื่อให้คัดแยก เก็บรวบรวม และรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น

ตัวเลขบอกแค่ "ชนิดพลาสติก" ไม่ได้บอกว่าปลอดภัยต่ออาหาร เข้าไมโครเวฟได้ หรือรีไซเคิลได้ในพื้นที่ของคุณ และเลขน้อยกว่าก็ไม่ได้แปลว่าดีกว่า

พลาสติกเบอร์ 1⁠–⁠7 มีอะไรบ้าง

พลาสติกเบอร์ 1–7 พร้อมตัวอย่างการใช้งาน: 1 PET ขวดน้ำดื่ม ขวดน้ำมันพืช ขวดโหล, 2 HDPE ขวดนม ขวดแชมพู ฝาขวดน้ำ, 3 PVC ท่อน้ำ สายยาง บัตรพลาสติก, 4 LDPE ถุงเย็น ฟิล์มยืด ฝาใน, 5 PP กล่องอาหาร ถุงร้อน ฝาขวด, 6 PS กล่องโฟม กล่องใส ช้อนส้อมพลาสติก, 7 OTHER เช่น PC, ABS, PLA และพลาสติกหลายชั้น

เบอร์

จุดเด่น

ตัวอย่างการใช้งาน

ทนร้อนโดยประมาณ

1 PET

ใส แข็งแรง กันก๊าซได้ดี

ขวดน้ำดื่ม ขวดน้ำมันพืช ขวดน้ำปลา ขวดโหล

ราว 70⁠–⁠80°C

2 HDPE

เหนียว ทนสารเคมีและความชื้น

ขวดนม ขวดแชมพู ขวดน้ำยาล้างจาน

ราว 75°C

3 PVC

มีทั้งแบบแข็งและแบบนิ่ม

ท่อน้ำ สายยาง บัตรพลาสติก

ราว 80°C

4 LDPE

นิ่ม ยืดหยุ่น ทนความเย็น

ถุงเย็น ฟิล์มยืด ถุงขนมปัง ฝาใน

ราว 70°C

5 PP

ทนความร้อนสูง ทนสารเคมีและน้ำมัน

กล่องอาหาร ถุงร้อน แก้วโยเกิร์ต ฝาขวด

ราว 110⁠–⁠140°C

6 PS

ใสแต่เปราะ รวมถึงโฟม

กล่องโฟม กล่องใส ช้อนส้อมพลาสติก

ราว 95°C

7 OTHER

ไม่ใช่ 6 ชนิดแรก หรือหลายชนิดรวมกัน

PC, ABS, PLA บรรจุ⁠ภัณฑ์หลายชั้น

แล้วแต่ชนิด

ค่าทนร้อนเป็นค่าโดยประมาณจากศูนย์ความปลอดภัยด้านอาหารฮ่องกงและคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ค่าจริงขึ้นกับสูตรและกระบวนการผลิตของแต่ละชิ้น ให้ยึดอุณหภูมิที่ระบุบนสินค้าเป็นหลัก

เบอร์ 1 PET (พอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต)

ใส น้ำหนักเบา แข็งแรง และกันก๊าซได้ดี จึงใช้ทำขวดเครื่อง⁠ดื่ม ขวดน้ำมันพืช ขวด⁠ซอส และขวดโหลใส่อาหาร เหมาะกับสินค้าแช่เย็นหรือเก็บที่อุณหภูมิห้อง ขวด PET ทั่วไปเริ่มเสียรูปเมื่อร้อนราว 70°C จึงไม่เหมาะกับน้ำร้อนจัดหรือไมโครเวฟ งานบรรจุ⁠ร้อนต้องใช้ขวด PET ชนิดพิเศษที่ผ่านกระบวนการ heat-set

อย. แนะนำว่าขวดน้ำดื่ม PET ออกแบบมาให้ใช้ครั้งเดียว ไม่ควรนำมาใช้ซ้ำหลายครั้ง เพราะล้างได้ไม่ทั่วถึงและอาจสะสมเชื้อโรคและสิ่งสกปรก และไม่ควรวางไว้กลางแดดหรือที่ร้อนเป็นเวลานาน

ขวด PET ใสเป็นพลาสติกที่ร้านรับซื้อของเก่าต้องการมากที่สุดชนิดหนึ่ง และ PET เป็นพลาสติกชนิดเดียวที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 อนุญาตให้นำบรรจุ⁠ภัณฑ์ที่ใช้แล้วมารีไซเคิลด้วยวิธีทางกลกลับเป็นภาชนะบรรจุอาหาร (rPET) โดยต้องผ่านการประเมินความปลอดภัย อ่านเพิ่มเติมใน rPET และพลาสติก PCR คืออะไร?

เบอร์ 2 HDPE (พอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูง)

เหนียว ทนแรงกระแทก ทนความชื้นและสารเคมี ส่วนใหญ่มีสีขุ่นหรือทึบแสง ใช้ทำขวดนม ขวดแชมพู ขวดน้ำยาซักผ้าและน้ำยาล้างจาน รวมถึงฝาขวดน้ำดื่มบางแบบ ทนความเย็นได้ดีมาก แต่ทนร้อนได้ไม่สูงนัก และไม่ใช่วัสดุสำหรับอุ่นอาหารในไมโครเวฟ

HDPE สีใสขุ่นและสีขาวนมเป็นที่ต้องการของร้านรับซื้อ เมื่อรีไซเคิลแล้วนำไปทำขวดน้ำมันเครื่อง ท่อ ลังพลาสติก และไม้เทียม

เบอร์ 3 PVC (พอลิไวนิลคลอไรด์)

มีทั้งแบบแข็งและแบบนิ่ม ส่วนใหญ่ใช้ทำท่อน้ำ สายยาง ฉนวนสายไฟ แฟ้มเอกสาร และบัตรพลาสติก ในงานอาหารพบในฟิล์มห่ออาหารบางชนิดและซีลในฝาโลหะของขวดโหลแก้ว PVC แบบนิ่มมีสารเติมแต่งที่ช่วยให้นิ่ม ซึ่งอาจแพร่ออกมาปนกับอาหารได้ จึงไม่ควรใช้ฟิล์มห่อหรือถุง PVC ใส่อาหารร้อน และไม่ควรให้ฟิล์มสัมผัสอาหารขณะเข้าไมโครเวฟ

ห้ามเผาพลาสติก โดยเฉพาะ PVC เพราะการเผาพลาสติกที่มีคลอรีนทำให้เกิดสารไดออกซิน เศษ PVC รีไซเคิลได้ยาก ราคารับซื้อต่ำ และถ้าปนอยู่กับขวด PET จะทำให้ PET รีไซเคิลคุณภาพต่ำลง

เบอร์ 4 LDPE (พอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำ)

นิ่ม ยืดหยุ่น ทนความเย็นได้ดี แต่ทนร้อนได้ต่ำ (ราว 70°C) ใช้ทำถุงเย็น ฟิล์มยืดห่ออาหาร ถุงขนมปัง และฝาใน (inner cap) ของกระปุก เหมาะกับของเย็นและของแช่แข็ง ไม่ควรใช้ใส่อาหารร้อนหรือนำเข้าไมโครเวฟ

ถุงและฟิล์ม LDPE มีราคารับซื้อต่ำและหลายร้านไม่รับ แต่ถ้าสะอาดและแห้ง สามารถนำไปทิ้งที่ถังรับพลาสติกยืดของโครงการ "วน" ได้

เบอร์ 5 PP (พอลิพรอพิลีน)

ทนความร้อนได้สูงที่สุดในกลุ่มเบอร์ 1⁠–⁠6 ทนสารเคมีและน้ำมัน จึงใช้ทำกล่องใส่อาหาร ถุงร้อน แก้วโยเกิร์ต ขวดยา และฝาขวดหรือฝากระปุก PP เหมาะกับงานบรรจุ⁠ร้อน และเป็นวัสดุหลักของภาชนะสำหรับไมโครเวฟ

แต่ ไม่ใช่ทุกชิ้นที่เป็นเบอร์ 5 จะเข้าไมโครเวฟได้ เช่น แก้วโยเกิร์ตหรือกล่องมาการีน ให้ดูเครื่องหมาย Microwave Safe หรือ มอก. 2493 ทุกครั้ง ภาชนะไมโครเวฟแบบใช้ครั้งเดียวไม่ควรนำมาอุ่นซ้ำ และ PP บางเกรดจะเปราะเมื่อเย็นจัด ถ้าจะใช้กับช่องแช่แข็งให้ดูอุณหภูมิต่ำสุดที่ระบุบนสินค้า

PP ใสเป็นที่ต้องการของร้านรับซื้อ เมื่อรีไซเคิลแล้วนำไปทำไม้กวาด แปรง กล่องแบตเตอรี่ และชิ้นส่วนรถยนต์

เบอร์ 6 PS (พอลิสไตรีน)

มีทั้งแบบใสแข็ง (เปราะ แตกง่าย) และแบบโฟม ใช้ทำกล่องโฟม กล่องใส ถ้วย และช้อนส้อมพลาสติก ทนร้อนได้ราว 95°C จึงไม่ควรใส่อาหารที่กำลังเดือด (100°C) ถ้าเป็นอาหารร้อนจัดหรือของทอดควรพักให้เย็นลงเล็กน้อยและสะเด็ดน้ำมันก่อน และไม่ควรนำกล่องโฟมเข้าไมโครเวฟ

กล่องโฟมเป็นหนึ่งในเป้าหมายเลิกใช้ของ Roadmap การ⁠จัดการขยะพลาสติกของไทย และโฟมที่เปื้อนอาหารแทบไม่มีร้านรับซื้อ

เบอร์ 7 OTHER (พลาสติกอื่น ๆ)

คือพลาสติกที่ไม่ใช่ 6 ชนิดแรก หรือพลาสติกหลายชนิดรวมกัน เช่น PC (พอลิคาร์บอเนต) ABS พลาสติกชีวภาพ PLA และบรรจุ⁠ภัณฑ์หลายชั้น ควรมีชื่อพลาสติกเขียนกำกับใต้เลข 7 ดังนั้นเบอร์ 7 ไม่ได้แปลว่ามีสาร BPA เสมอไป เพราะ BPA เป็นวัตถุดิบของ PC ไม่ใช่ของพลาสติกเบอร์ 7 ทุกชนิด ส่วน PLA ทนร้อนได้ราว 60°C จึงไม่เหมาะกับของร้อน พลาสติกเบอร์ 7 ส่วนใหญ่รีไซเคิลได้ยาก

พลาสติกแบบไหนเข้าไมโครเวฟได้

  • ใช้ภาชนะที่มีเครื่องหมาย Microwave Safe หรือ Microwavable หรือได้ มอก. 2493 (ภาชนะพลาสติกบรรจุอาหารสำหรับเตาไมโครเวฟ) ซึ่งต้องทนความร้อนได้อย่างน้อย 100°C และระบุอุณหภูมิต่ำสุดและสูงสุดไว้บนภาชนะ
  • วัสดุที่ มอก. 2493 อนุญาต ได้แก่ PP, PET ชนิดทนร้อน, PMMA และ PMP — ขวดน้ำ PET ทั่วไปไม่ใช่ภาชนะไมโครเวฟ
  • อย่าอุ่นอาหารในถุงพลาสติก กล่องโฟม หรือแก้วโยเกิร์ตและกล่องมาการีน และอย่าใช้ภาชนะเมลามีนในไมโครเวฟ
  • อย่าให้ฟิล์มห่ออาหารสัมผัสอาหารขณะอุ่น และเปิดช่องให้ไอน้ำระบาย
  • ภาชนะแบบใช้ครั้งเดียวไม่ควรนำมาอุ่นซ้ำ และเลิกใช้ภาชนะที่บิดเบี้ยว แตก หรือเปลี่ยนสี

ความเชื่อผิด ๆ ที่พบบ่อย

  • "เลขน้อยปลอดภัยกว่า" หรือ "เบอร์ 1, 2, 4, 5 ปลอดภัย" — ไม่มีแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือรองรับ ตัวเลขบอกแค่ชนิดพลาสติก ความปลอดภัยต่ออาหารมาจากการผลิตและการทดสอบตามกฎหมาย เช่น ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 (พ.ศ. 2565)
  • "สัญลักษณ์ลูกศรวนแปลว่ารีไซเคิลได้" — ไม่ใช่ เป็นเพียงรหัสชนิดพลาสติก การรีไซเคิลได้จริงขึ้นกับว่ามีคนรับซื้อและมีระบบจัดการในพื้นที่หรือไม่
  • "ขวดน้ำที่ทิ้งไว้ในรถร้อน ๆ มีสารไดออกซิน" — กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ทดสอบน้ำดื่มในขวดที่วางในรถจอดกลางแดด 1 และ 7 วัน ไม่พบไดออกซิน เพราะไดออกซินเกิดจากการเผาไหม้ที่อุณหภูมิสูงกว่า 450°C อย่างไรก็ตาม ความร้อนต่อเนื่องนาน ๆ ทำให้สารพลวง (antimony) จากขวด PET ละลายออกมามากขึ้น จึงควรเก็บน้ำดื่มให้พ้นแดดและที่ร้อน
  • "แช่แข็งขวดน้ำแล้วเกิดไดออกซิน" — ไม่จริง ความเย็นไม่ทำให้เกิดไดออกซิน
  • "ขวด PET มีสาร BPA" — ขวด PET ไม่ได้ผลิตจาก BPA และ อย. สุ่มตรวจน้ำดื่มบรรจุขวด 30 ตัวอย่าง ไม่พบ BPA และพทาเลต
  • "พลาสติกเบอร์ 5 เข้าไมโครเวฟได้ทุกชิ้น" — ไม่จริง ต้องดูเครื่องหมายไมโครเวฟบนสินค้าทุกครั้ง

อ่านฉลากบรรจุ⁠ภัณฑ์พลาสติกอย่างไร

  • ตัวเลขในสามเหลี่ยมและตัวย่อ เช่น 1 PET หรือ 5 PP บอกชนิดพลาสติก สินค้าบางชิ้นใช้รูปแบบ >PP< ซึ่งหมายถึงพลาสติกชนิดเดียวกัน
  • แต่ละชิ้นมีเบอร์ของตัวเอง เช่น ขวดโหล PET เป็นเบอร์ 1 ฝา PP เป็นเบอร์ 5 และฝาใน LDPE เป็นเบอร์ 4
  • สัญลักษณ์ช้อนส้อมในจาน คือเครื่องหมายแสดงว่าภาชนะปลอดภัยสำหรับสัมผัสอาหารตามมาตรฐาน มอก. ซึ่งเป็นคนละเครื่องหมายกับเลขชนิดพลาสติก
  • อุณหภูมิใช้งาน ภาชนะสำหรับไมโครเวฟตาม มอก. 2493 ต้องระบุอุณหภูมิต่ำสุดและสูงสุดไว้บนภาชนะ
  • คำเตือน เช่น "ใช้ครั้งเดียว" หรือ "ห้ามใช้กับเตาไมโครเวฟ"
  • เครื่องหมาย มอก. ภาชนะและเครื่องใช้พลาสติกสำหรับอาหาร (มอก. 655) และภาชนะพลาสติกสำหรับไมโครเวฟ (มอก. 2493) เป็นมาตรฐานบังคับตั้งแต่ 3 มกราคม 2566 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแนะนำให้ตรวจดูเครื่องหมายทุกครั้งก่อนซื้อ

แยกขยะพลาสติกอย่างไรให้รีไซเคิลได้

คำแนะนำจากกรมควบคุมมลพิษ:

  1. เทของเหลวและเศษอาหารออก ถ้าเปื้อนให้ล้างให้สะอาด แล้วปล่อยให้แห้ง
  2. แกะเทป กระดาษ และสติกเกอร์ออก
  3. แยกตามชนิดพลาสติก อย่าปนกับขยะเศษอาหารหรือขยะอันตราย และแยกขวดน้ำมันพืชออกจากขวดน้ำดื่ม
  4. อย่าเก็บไว้กลางแดดหรือกลางฝนนาน เพราะพลาสติกจะเสื่อมคุณภาพ
  5. ขายให้ร้านรับซื้อของเก่า นำไปที่จุดรับ หรือส่งให้รถเก็บขยะของท้องถิ่น

ร้านรับซื้อของเก่าส่วนใหญ่รับขวด PET ใสและ HDPE ส่วน PP ใสก็เป็นที่ต้องการ ขณะที่ถุงและฟิล์มพลาสติกได้ราคาต่ำ พลาสติกสีดำและโฟมที่สะอาดมีบางร้านรับซื้อแต่ได้ราคาน้อยกว่า ส่วนบรรจุ⁠ภัณฑ์หลายชั้นและชิ้นที่เปื้อนอาหาร เช่น กล่องโฟมเปื้อนอาหาร มักไม่มีร้านรับซื้อ ทั้งนี้ราคาและสิ่งที่รับขึ้นกับแต่ละร้านและแต่ละพื้นที่

ตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 ประเทศไทยห้ามนำเข้าเศษพลาสติก โรงงานรีไซเคิลจึงต้องพึ่งพลาสติกที่คัดแยกภายในประเทศ การแยกขยะที่บ้านจึงสำคัญยิ่งขึ้น

สำหรับเจ้าของแบรนด์: เลือก PET, HDPE หรือ PP

การเลือกวัสดุบรรจุ⁠ภัณฑ์ที่เหมาะสมส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพสินค้า อายุการเก็บรักษา และภาพลักษณ์ของแบรนด์ PET, HDPE และ PP เป็นพลาสติกที่นิยมใช้ทำขวด กระปุก และฝาของบรรจุ⁠ภัณฑ์อาหาร ซึ่งแต่ละชนิดมีจุดเด่นต่างกัน

PET โดดเด่นเรื่องความใสเหมือนแก้ว น้ำหนักเบา เหมาะกับน้ำดื่ม น้ำผลไม้ และสินค้าที่ต้องการโชว์เนื้อผลิตภัณฑ์ HDPE เนื้อขุ่นและทนสารเคมี เหมาะกับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและน้ำมัน ถ้าผสมสีให้ทึบแสงก็เหมาะกับสินค้าที่แสงทำให้เสื่อมคุณภาพ ส่วน PP ทนความร้อนได้สูง เหมาะกับซอสร้อนและอาหารที่ต้องผ่านความร้อน

PET

HDPE

PP

รหัสชนิดพลาสติก

เบอร์ 1

เบอร์ 2

เบอร์ 5

จุดเด่น

ใสเหมือนแก้ว น้ำหนักเบา

เนื้อขุ่น (ผสมสีให้ทึบแสงได้) ทนสารเคมี

ทนความร้อนสูง

เหมาะกับ

น้ำดื่ม น้ำผลไม้ สินค้าที่อยากโชว์เนื้อใน

ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว น้ำมัน สินค้าที่ไม่ถูกกับแสง (แบบทึบแสง)

ซอสร้อน อาหารที่ผ่านความร้อน

สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติม:

  • ทั้งตัวภาชนะและฝา ที่สัมผัสอาหารต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 (พ.ศ. 2565) ซึ่งครอบคลุมถึงฝาและจุกด้วย
  • ออกแบบให้รีไซเคิลง่าย ขวด PET ใสมีมูลค่ารีไซเคิลสูงกว่าขวดสีทึบ ฝา PP และ PE ลอยน้ำได้จึงแยกออกจากเกล็ด PET ได้ง่ายในโรงงานรีไซเคิล ส่วนฉลากหรือชิ้นส่วน PVC ทำให้ PET รีไซเคิลยากขึ้น
  • บรรจุ⁠ภัณฑ์ของ Crystalclear ขวดโหลและขวด⁠ซอสเป็น PET (เบอร์ 1) ฝาส่วนใหญ่เป็น PP (เบอร์ 5) ฝาขวดน้ำเป็น HDPE (เบอร์ 2) ส่วนฝาในและฝา⁠โดมเป็น LDPE (เบอร์ 4) ดูวัสดุของแต่ละรุ่นได้ในหน้าสินค้า

ทีมงาน Crystalclear ยินดีให้คำปรึกษาเรื่องวัสดุ ขนาด และรูปทรงที่เหมาะกับสินค้าของคุณ ติดต่อ⁠เราได้ทุกช่อง⁠ทาง

แหล่งอ้างอิง